Base On Seefah Story
เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 70 ปีที่แล้ว ชายผู้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากเมืองจีน ต่อสู้ดิ้นรนทำงานในเมืองไทย จนวันหนึ่งได้ร่วมมือกับเพื่ออีกคน ร่วมกันก่อตั้งร้านอาหาร ณ อาคารเล็กๆห้องเดียวชั้นเดียวไม่มีชื่อย่านราชวงศ์ เมื่อปีพ.ศ. 2479 ร้านนี้ขายแต่ไอศกรีม กาแฟ และผลไม้ แช่แข็งเท่านั้น แต่กิจการก็ดำเนินด้วยดีจนต้องขยายร้านมากห้องขึ้น เมื่อร้านอาหารบริเวณรอบข้างปิดตัวลง ร้านจึงริเริ่มทำอาหารคาวด้วยตัวเอง โดยจ้างกุ๊กตกงานจากร้านดังกล่าวมาคิดสูตรซึ่งส่วนมากเป็นอาหารจีน ด้วยความที่เป็นย่านมีคนชั้นสูงเป็นเจ้าของตึก ลูกค้าของร้านในช่วงนั้นจึงเป็นเหล่าไฮโซ คนมีระดับที่ขับรถมากิน บ้างก็นั่งกินในรถ โดยมีถาดอาหารติดรถเสิร์ฟ ถือเป็นภาพที่คุ้นตาสำหรับคนแถวนั้น ต่อมามีการขยับขยายร้านอีกครั้ง ด้วยการทาสีผนังใหม่เป็นสีฟ้า แสงไฟจาหลอดนีออนสะท้อนกับผนังในร้านทำให้ผู้คนทั่วไปที่ผ่านมาเห็นเรียก ร้านอาหารแห่งราชวงศ์นี้ว่า “สีฟ้า”
บทที่2
45 ปีที่แล้ว
ด้วยเล็งเห็นโอกาสและจังหวะเวลาที่เหมาะสม ร้านสีฟ้าได้ขยายสาขาเพิ่มที่หลังวังบูรพา เพราะคนในครอบครัวและลูกน้องที่มีมากขึ้น เมื่อคนเยอะขึ้นธุรกิจก็ต้องขยายขึ้นเพื่อที่จะสามารถรองรับวิถีชีวิตของคน ตามปริมาณที่มีมากขึ้นได้
ในช่วงแรกที่นี้ประสบปัญหาขยะรบกวน เนื่องจากบริเวณใกล้เคียงเป็นตลาดมิ่งเมืองและอู่รถเมล์ซึ่งเป็แหล่งรวมขยะ และส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว ทำให้ต้องปรับปรุงทำความสะอาดยกใหญ่เพื่อเรียกลูกค้า “จำได้ว่าป๋าเค้าเกือบท้อ เพราะเปิดร้านมาได้ 2 ปีกว่า เกือบ 3 ปี คนถึงเริ่มติด ช่วงแรกไม่มีคนเลยเกือบ 2 ปี” คุณจิตติ รัชไชยบุญ ลูกชายคนโตของป๋าผู้ก่อตั้งร้านพูดถึงอุปสรรคในช่วงนั้นแต่สุดท้ายก็สามารถ แก้ปัญหาได้และสภาพร้านก็ดีขึ้นตามลำดับ เมนูอาหารทีหลังวังบูรพานี้เหมือนกับที่ราชวงศ์ แต่ปรับให้มีอาหารไทยมากขึ้นเพราะกลุ่มลูกค้าแถวนั้นส่วนใหญ่เป็นคนไทย มีคุณแม่อรุณศรีภรรยาของป๋ามาช่วยกันดูแลไปๆ มาๆ อยู่ระหว่างราชวงศ์และที่นี่มีหลงจู๊ที่เป็นเหมือนมือขวาคนสนิทคอยช่วยดูแล ร้านอีกทอดหนึ่งเป็นการแบ่งความรับผิดชอบกันเพราะป๋าก็ไม่สามารถทำทุกอย่าง เองได้ ทุกคนร่วมมือช่วยกันทำงานจนร้านดำเนินมาได้เป็นเวลากว่า 20 ปี
บทที่3
37 ปีที่แล้ว
กิจการร้านสีฟ้าเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อสัญญาเช่าที่ราชวงศ์หมดลง ป๋ากับแม่จึงต้องมาหาทำเลที่ตั้งร้านใหม่ จนมาได้ที่สยามสแควร์ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นห้องร้างว่างเปล่านับร้อยห้อง แต่ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร “ตอนนั้นมีน้อง 2 คนมาขอเข้าหุ้นด้วย คนละแสน ยังบอกเลย ไม่รู้ว่าพี่มาทำแล้วจะรุ่งหรือเปล่า” คุณแม่พูดติดตลกถึงการย้ายร้านครั้งสำคัญ “ที่กล้าตัดสินใจก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ทั้งที่มันเปลี่ยว เราก็มองอย่างเดียวว่ามันมีที่จอดรถอีกหน่อยมันต้องดี”
ตัวร้านถูกปรับปรุงให้เป็นสัดส่วนขึ้น มีการให้คนทำอาหารเจ้าอื่นเช่าและขายของในร้าน รูปแบบคล้ายฟู้ดเซ็นเตอร์ในปัจจุบัน ลักษณะการขายระหว่างร้านกับคนที่มาเช่า เป็นไปอย่างช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และด้วยความมุมานะพยายามของทุกคน ทำให้ร้านสีฟ้าแห้งใหม่ที่สยามประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา เป็นเหมือนจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง แล้วเวลาก็ล่วงเลยผ่านไป
บทที่4
ช่วงชีวิตหนึ่งของต้นไม้คือการผลัดใบ เมื่อใบไม้เก่าร่วงโรยหล่นลงไป ใบที่ผลิขึ้นใหม่ก็พร้อมจะเปลี่ยนต้นไม้ให้เขียวขจีขึ้นอีกครั้ง เมื่อถึงเวลาเหมาะสม ลูกๆที่เรียนจบกลับมาบริหารงานที่ร้านแทนป๋าอย่างเต็มตัว อุปสรรคสำคัญของพวกเขาไม่ใช่ปัญหาในการบริหารร้าน แต่เป็นการทำให้คนรุ่นเก่าอย่างป๋าเชื่อว่าพวกเขาสามารถบริหารธุรกิจให้ เติบโตขึ้นได้ท่ามกลางกระแสสังคมที่เปลี่ยนไป “ถามว่าป๋าเป็นคนมีเหตุผลไหม เขาเป็นคนมีเหตุผล เพราะเขาทำมากับมือ แล้วการที่จะต้องมาเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่เขาทำ มันก็ต้องทำให้เขาเห็นจริงๆเขาถึงยอมรับ” คุณทวีรัชฏ์พูดถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น
ร้านสีฟ้าช่วงนี้มีการเปลี่ยนโครงสร้างจากธุรกิจครอบครัวให้มีการระบบการ จัดการที่เป็นระเบียบมากขึ้น นำระบบผู้จัดการร้านระดับปริญญาตรีเข้ามาดูแลระบบแทนระบบหลงจู๊แบบเก่า โดยยังคงความสัมพันธ์ในองค์กรให้มีความเป็นครอบครัวซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการ ทำงานของสีฟ้า มีการออกแบบร้านใหม่ให้ทันสมัยโดยใช้สถาปนิกเข้ามาทำ และตัดสินใจปิดร้านที่หลังวังเพราะความซบเซาของพื้นที่ที่มีความนิยมเสื่อม ถอยไปตามกาลเวลา แต่ก็ได้เปิดสาขาเพิ่มที่ ราชดำริ ตึกชาญอิสสระ อาคารธนิยะพลาซ่า โดยมีคุณจิตติ รัชไชยบุญ ลูกชายคนโตของป๋าเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการทำงานความเปลี่ยนแปลงในร้าน เกิความต้องการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่ผ่านไป โดยที่ยังไม่เสียเอกลักษณ์ของความเป็นสีฟ้า
บทล่าสุด
ปัจจุบัน
ในยุคที่สามของสีฟ้า ได้มีการแตกไลน์บริการของสีฟ้าเพิ่มจากเดิม ทั้งในร้านบลูสไปซ์ซึ่งเป็นเหมือนร้านสีฟ้าที่เพิ่มเมนูอาหารฝรั่งเข้ามา อิ่มไทยนูเดิลบาร์ที่ขายเฉพาะก๋วยเตี๋ยวโดยอิงกับกระแสราเมนของญี่ปุ่นที่ กำลังมาแรง คุณกรลูกชายของคุณแดงที่เข้ามาบริหารร้านในยุคนี้เล่าว่า ถึงแม้ร้านทั้งหมดนี้จะมีผลิตภัณฑ์และภาพลักษณ์ใหม่เหมือนสีฟ้า แต่ต้องยังคงมีกลิ่นอายเอกลักษณ์ของสีฟ้าได้โดยเฉพาะในส่วนของอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่สีฟ้าพยายามทำมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นั่นคือรักษามาตรฐานของตัวเองทั้งในด้านคุณภาพของอาหารและการบริการ
“ผมว่าร้านอาหารก็เปรียบเหมือนสิ่งมีชีวิตที่คุณต้องดูแล ต้องหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง อย่างร้านอาหารในเมืองนอกก็ยังอยู่กันมานานหลายร้อยปี ผลัดกันมาหลายเจเนอเรชัน มันมีการถ่ายทอด และคนที่รับการถ่ายทอดก็มีใจที่จะสานต่อ เพราะถ้าเกิดสีฟ้าหมดคนที่มีใจทำ สีฟ้าก็จบ” คุณจิตติพูดถึงองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ร้านสีฟ้ายั่งยืนอยู่ได้ตลอดเจ็ดสิบ ปีและสีฟ้าจะยังคงดำเนินอยู่ต่อไป โดยยังรักษาเอกลักษณ์ของตนอยู่ได้และยังปรับตัวให้เข้ากับกระแสของเวลาอัน เชี่ยวกราก ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปถึงร้อยปีหรือไม่ ความนิยมของสีฟ้าจะยังคงไม่เสื่อมคลาย เพราะเมื่อถึงเวลาหิว สีฟ้ายังอยู่ในใจทุกคนเสมอมา




